
ฮานอย, เวียดนาม (4 ธ.ค. 2018) -- นักท่องเที่ยวสามารถบินจากนครโฮจิมินห์ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเวินโด่นของจังหวัดกว๋างนิญ ผ่านเที่ยวบินใหม่ของสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. 2018
บริการเที่ยวบินรายวันจะดำเนินการบินด้วยเครื่องบิน Airbus A321 โดยจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติตันเซินเญิ้ต เวลา 14:00 น. และออกจากท่าอากาศยานนานาชาติเวินโด่น เวลา 16:45 น. โดยใช้เวลาบินประมาณสอง ชั่วโมงห้า นาที
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเส้นทางบินใหม่ เวียดนามแอร์ไลน์กำลังเปิดตัว ราคาตั๋วชั้นประหยัดเที่ยวเดียวโปรโมชัน เริ่มต้นเพียง 800,000 ดอง (ไม่รวมภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม) สามารถซื้อบัตรโดยสารได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋ว ตัวแทนจำหน่าย และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเวียดนามแอร์ไลน์
บริการใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจ และการค้าที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนเสริมสร้างการเชื่อมต่อระหว่างภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม ได้แก่ นครโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และจังหวัดกว๋างนิญ ซึ่งจะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในเวียดนามในไม่ช้า
ในการเตรียมความพร้อมสำหรับสิ่งนี้ เวียดนามแอร์ไลน์ได้จัดเตรียมอุปกรณ์ภาคพื้นดินใหม่ ระบบเช็คอินของสนามบิน สิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ตลอดจนการฝึกอบรมพนักงานอย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจว่าการเดินทางจะราบรื่นและปลอดภัย และ ดึงดูด นักท่องเที่ยวให้เข้ามาในตลาดที่กำลังเติบโตนี้มากขึ้น
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.vietnamairlines.com หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้าที่ 1900 1100
###
เกี่ยวกับท่าอากาศยานนานาชาติเวินโด่น:
อำเภอเวินโด่นของจังหวัดกว๋างนิญเป็นหนึ่งในสามเขตเศรษฐกิจพิเศษในเวียดนาม การก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติเวินโด่น ด้วยเงินลงทุนรวม 7.5 ล้านล้านดอง (330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จะแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2018 สนามบินครอบคลุมพื้นที่ 288 เฮกตาร์ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุน อาคารผู้โดยสารแบบสองโมดูล และพื้นที่การใช้งานต่าง ๆ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น รวมถึงการท่องเที่ยวที่อ่าวฮาลองอันมีชื่อเสียงระดับโลก คาดว่าท่าอากาศยานเวินโด่นจะต้อนรับผู้โดยสาร 500,000 คนในปีแรกของการดำเนินงาน และมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 2.5 ล้านคนต่อปีในปี 2020 ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านคนภายในปี 2030